ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับประวัติของพระยาพรหมโวหาร ( พระครูอดุลสีลกิตติ์)

ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับประวัติของพระยาพรหมโวหาร
( พระครูอดุลสีลกิตติ์)

พระยาพรหมโวหาร รัตนกวีของล้านนา มีชีวิตอยู่ในระหว่าง พ.ศ ๒๓๔๕ -๒๔๓๐ นับว่าเป็นบุคคลที่มีชีวประวัติน่าศึกษาผู้หนึ่ง ดังมีผู้เรียบเรียงประวัติของท่านไว้ในหนังสือหลายเล่มด้วยกัน ชีวิตของพระยาพรหมเป็นตัวอย่างที่ดีของ หลักโลกธรรมที่พระพุทธองค์เคยตรัสสอนไว้ บางครั้งมีลาภ บางครั้งเสื่อมลาภ บางครั้งมียศ บางครั้งเสื่อมยศ บางครั้งมีสุข บางครั้งมีทุกข์ บางครั้งได้รับการยกย่องสรรเสริญและบางครั้งก็ถูกนินทา แต่จะว่าประวัติความเป็นมาของชีวิตท่านแปลกกว่าคนอื่น ๆ ก็หาไม่ แต่เหตุที่พระยาพรหมไม่เคยลืมเลือนไปจากความทรงจำผู้มีความรักในการกวีโดยเฉพาะการกวีล้านนา ก็เนื่องมาจากท่านเป็นผู้ที่มีชั้นเชิงการประพันธ์เป็นเลิศ มีการพรรณาเปรียบเปรยสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างลึกซึ้งกินใจ ยิ่งเป็นบทคร่ำครวญอาลัยรักตามโลกียวิสัยแล้วยังหาผู้เทียบชั้นได้ยาก

นับเป็นเวลา ๒๐๐ ปีแล้วที่ผลงานของพระยาพรหมยังได้รับการกล่าวอ้างเสมอ โดยเฉพาะการแต่งคร่าวของท่าน แต่เดิมฉันทลักษณ์คร่าวล้านนายังไม่เคร่งครัดนัก จำนวนคำไม่แน่นอน ถือได้ว่าท่านเป็นบุคคลแรกที่แต่งได้กระชับไพเราะจนเป็นต้นแบบของการแต่งคร่าวปัจจุบัน หากมองให้ดีแล้วก็ไม่ต่างกับสุนทรภู่ซึ่งเป็นต้นแบบของกลอนสุภาพในปัจจุบัน
ประวัติส่วนอื่นๆ ของท่านนั้นนับว่ามีความสมบูรณ์มากพอควร คือ เกิดเมื่อ พ.ศ ๒๓๔๕ แล้วจึงบรรพชาและอุปสมบทอยู่วัดสิงห์ชัย นครลำปาง จากนั้นมาเรียนหนังสือ ที่วัดสุขมิ้น นครเชียงใหม่ เมื่อลาสิกขาแล้วได้ทำงานต่าง ๆ จนบิดาได้ถวายให้เป็นมหาดเล็กของเจ้าหลวงวรญาณรังษี เจ้าผู้ครองนครลำปางในขณะนั้น ในที่นี้ขอเสนอมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับประวัติชีวิตของท่านในสิ่งที่พวกเราอาจมองข้ามไป เพื่อให้ได้ประวัติของท่านที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด อย่างนี้จึงจะเรียกว่าเป็นการให้เกียรติพระยาพรหมอย่างแท้จริง
ท่านได้รับทินนามเป็น “พระพรหมโวหาร” จริงหรือ
เรารู้จักชื่อของท่านว่า พระยาพรหมโวหาร มาโดยตลอด แต่ก็เป็นเพียงคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา แต่หากพิจารณาตามเอกสารหรืองานกวีของท่านแล้ว ไม่ปรากฏว่าท่านเคยใช้แทนสรรพนามตัวเองว่า พระยาพรหมโวหารเลย จะปรากฏก็แต่เพียงชื่อ “พรหมวิสัย” ดังปรากฏในตอนต้นของคร่าวพระอภัยมณีว่า
“ศักดิ์นานาม ไขตามถี่ซั้น หื้อจริงแน่แจ้ง ใจใน
นามะทัต พรหมวิสัย อยู่ละคอรไชย โภยภัยบ่ต้อง
เพิ่งกุศล ร่มเงาฉัตรจ้อง ปองงานเมือง เจื่องท้าว…”
นี่ก็นับว่าเป็นอีกข้อมูลหนึ่งที่เรามองข้ามไป เชื่อว่าเมื่อท่านอยู่นครลำปางคงจะชื่อ “พระยาพรหมวิสัย” จริงเพราะอาจารย์ของท่านก็ชื่อ “พระยาโลมวิสัย” เจ้าผู้ครองนครก็คงจะตั้งพระทัยให้ชื่อของลูกศิษย์กับอาจารย์คล้องจองกันก็เป็นได้

ตัวอย่างคว่า พระยาพรหมโวหาร

ค่าวฮ่ำนางจม (ค่าวสี่บท) พระยาพรหมโวหาร กวีเอกแห่งล้านนา จ๊อยโดย…เดอะจิ๊กุ่ง (มงคล ชัยวุฒิ)

ค่าวพญาพรหม บทที่ 1 ฮ่ำค่าวโดย ชินวรโวหาร

ค่าวสี่บท พญาพรม โวหาร บทที่ 1

ท่านได้รับตำแหน่งข้ามขั้นเป็น “พระยา” จริงหรือ

ตามประวัติเมื่อท่านสึกจากพระเมื่ออายุได้ประมาณ ๒๕ ปีซึ่งคงจะราว ๆ พ.ศ ๒๓๗๐ เข้ารับราชการได้ประมาณ ๔ -๕ ปีก็ได้เป็น “พระยา” ในที่นี้ดูเหมือนท่านจะข้ามขั้นไปหลายขั้น เพราะตามศักดินาของข้าราชการ ฝ่ายเหนือนั้นจะเรียงกันขึ้นไปจาก ท้าว(มีศักดินา ๒๐๐ไร่) แล้วเป็นแสน(มีศักดินา๔๐๐ ไร่ ) จากนั้นจึงจะได้เป็นพระยา (มีศักดินา ๑๒๐๐ -๒๐๐๐ไร่) ตำแหน่งพระยานี้น้อยคนนักที่ได้รับแต่งตั้ง บางคนตลอดชีวิตรับราชการได้เป็นเพียงแค่ แสน เช่น แสนสิริอักษร ผู้แต่งโคลงพื้นวัดพระสิงห์ หรือ แสนเมืองมาซึ่งเป็นบิดาของท่าน บางคนได้เป็นเพียงท้าวเท่านั้น เช่น ท้าวบุญเรือง ท้าวพิทักษ์เทวี ท้าวบังวัน ท้าววิเศษบุญสูง ฯลฯ แม้กวีเชียงใหม่ที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่งก็มีตำแหน่งเพียงท้าวคือ “ท้าวสุนทรพจนกิจ “ เป็นต้น แต่พระยาพรหมไม่ปรากฏว่าท่านได้เป็น แสน หรือ ท้าว มาก่อน ทราบแต่ว่าได้เป็นพระยาทีเดียว เรื่องนี้นับว่าน่าสังเกตมากทีเดียว

บิดานำท่านไปถวายเป็นมหาดเล็กสมัยเจ้าหลวงวรญาณรังษีจริงหรือ
จากคร่าวที่ยกตัวอย่างในตอนต้นท่านบอกว่าท่านอยู่ลำปางไม่มีโภยภัยอะไรให้ท่านต้องเดือดร้อนเพราะได้พึ่งบารมีของเจ้าผู้ครองนครลำปาง แต่ท่านก็ไม่ได้กล่าวว่าเป็นเจ้าผู้ครองนครองค์ใด ถ้าจะคิดตามประวัติที่มีผู้เรียบเรียงว่า เมื่อบิดาของท่านนำไปถวายตัวให้เป็นมหาดเล็กของเจ้าหลวงวรญาณรังษี ๆ ก็โปรดให้ไปฝึกเป็นอาลักษณ์กับพระยาโลมวิสัยนั้นเห็นจะผิดยุคเพราะหากสอบประวัติศาสตร์ของเจ้าผู้ครองนครลำปางในพงศาวดารโยนก และตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ แล้วพบว่าลำดับเจ้าผู้ครองนครจนถึงขณะนั้นเป็นดังนี้
๑. เจ้ากาวิละ พ.ศ ๒๓๑๗ – ๒๓๒๙ (จ.ศ ๑๑๓๖ – ๑๑๔๘)
๒. เจ้าคำโสม พ.ศ ๒๓๒๙ – ๒๓๓๗ (จ.ศ ๑๑๔๘ – ๑๑๕๖)
๓. เจ้าดวงทิพย์ พ.ศ ๒๓๓๗ – ๒๓๖๘ (จ.ศ ๑๑๕๖ -๑๑๘๗)
๔. เจ้าหนานไชยวงค์ พ.ศ ๒๓๖๘ – ๒๓๘๐ (จ.ศ ๑๑๘๗ -๑๑๙๙ )
๕. เจ้าขัติยะ พ.ศ ๒๓๘๐ – ๒๓๘๑ (จ.ศ ๑๑๙๙ – ๑๒๐๐)
๖. เจ้าน้อยอินทร์ พ.ศ ๒๓๘๑ – ๒๓๙๓ (จ.ศ ๑๒๐๐ -๑๒๑๒)
๗. เจ้าวรญาณรังษี พ.ศ ๒๓๙๓ – ๒๔๐๙ (จ.ศ ๑๒๑๒ -๑๒๓๔)
๘. เจ้าพรหมาภิพงษ์ธาดา พ.ศ ๒๔๙๐ – ๒๔๓๐ (จ.ศ ๑๒๓๔ ๑๒๔๙)
หากพระยาพรหมท่านเกิด พ.ศ ๒๓๔๕ ก็จะอยู่ในสมัยเจ้าหลวงดวงทิพย์ และสึกออกมาเริ่มทำราชการอายุ ๒๕ -๒๖ ก็จะราว ๆ พ.ศ ๒๓๗๐ – ๒๓๗๑ ซึ่งอยู่ในสมัยเจ้าหนานไชยวงศ์ การที่ท่านจะเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กก็น่าจะอยู่ในช่วงนี้ และตามประวัติระบุว่าเจ้าวรญาณรังษี ตั้งท่านเป็น “พระยา” ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงตอนนั้นท่านคงมีอายุได้ประมาณ ๔๘ ปี การได้เป็น “พระยา” อายุขนาดนี้ดูจะเหมาะกับตำแหน่งมากกว่า ด้วยเหตุนี้เรื่องที่ท่านได้รับตำแหน่งข้ามขั้นเป็น “พระยา” ตั้งแต่หนุ่ม ๆ ก็อาจจะไม่จริง ช่วงก่อนหน้านั้นท่านอาจได้ตำแหน่งอื่น ๆ มาก่อนเพียงแต่เราไม่ทราบประวัติเท่านั้น

พระยาพรหมไปเมืองลับแลงแล้วไม่ได้กลับนครลำปางอีกเลยจริงหรือ
เมื่อคราวท่านทำผิดในเรื่องการซื้อช้าง คงหลบราชภัยที่เมืองแพร่และลับแลงตลอดสมัยของเจ้าหลวงวรญาณรังษี คือถึง พ.ศ ๒๔๐๙ ซึ่งเป็นเวลาสิบกว่าปีแต่ไม่เกิน ๑๕ ปี ท่านคงมีอายุราว ๆ ๖๗ ปี แล้วจึงได้กลับมาสู่ลำปาง และได้กลับเข้ารับราชการในสมัยเจ้าพรหมาภิพงษ์ธาดาอีกครั้ง ซึ่งประวัติในตอนนี้ไม่มีที่ใดกล่าวถึง จึงพากันเข้าใจว่าท่านจากลับแลงคงมาอยู่เชียงใหม่และรับราชการในราชสำนักเชียงใหม่จนถึงแก่กรรม ถึงกับมีผู้คิดคำเพื่อให้จำง่ายว่า “คนลำปาง ไปดังเมืองแพร่ ไปแน่อยู่อุตรดิตถ์ ไปฮิตอยู่เชียงใหม่”

ในหนังสือตำราเรียนหนังสือล้านนาของ มณี พยอมยงค์ ฉบับอักษรโรเนียว พิมพ์เมื่อ พ.ศ ๒๕๒๖ ได้นำคร่าวพระอภัยมณีบทเค้าเป็นบทฝึกอ่านภาษาล้านนาลงไว้ท้ายหนังสือ คร่าวนี้แต่งโดยพระยาพรหม แต่เมื่อเทียบกับฉบับตัวพิมพ์ด้วยอักษรล้านนาฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑ เมื่อพ.ศ. ๒๔๗๓ ที่โรงพิมพ์อเมริกันเชียงใหม่ปรากฏว่าไม่มีบทนี้ ทางโรงพิมพ์อาจเห็นว่าไม่จำเป็นจึงตัดไป เนื้อหาของคร่าวเป็นบทปรารภเหตุของการที่จะแต่งคร่าวพระอภัยมณี การได้อ่านคร่าวบทนี้ทำให้ได้รู้เรื่องราวของพระยาพรหมอีกหลายอย่างดังนี้
ท่านกล่าวถึงผู้ที่ท่านจะทูลถวายคร่าวนี้คือ พระผู้เสวยธานี ก็คือ พระเจ้าอินทวิชายานนท์ และพระเทวีคือเจ้าแม่ทิพพเกสร ดังคำคร่าวที่ท่านเริ่มแต่งว่า
“ปฐมะ มูละกถา ฟังเทอะน้อง บ่ต้องปุจฉา
……….. ……… จักพรรณา แต่เค้าเบื้องเหง้า
เอากถา พระจันทาเข้า มาตกแต่งทำ ไค้ค้อน
คณะอันไหน คือไฟอันร้อน บ่เอาแต่งสร้าง เป็นมูล
คณะอันร้าย บ่หื้อมาสูน เมื่อแปงทำมูล พระคุณเหนือเกล้า
องค์เสวย ธานีบ่เศร้า เป็นเงางำ นระ
เป็นจิกจอม เมืองพิงนพพะ ปราสาทกว้าง บวร
ทังองค์ทรงยศ ทิพพเกสร จอมธานี เทวีแม่เจ้า…”

จากนั้นท่านกล่าวถึงความสัมพันธ์ทางเชื้อพระวงศ์ระหว่างเมืองลำปางและเมืองเชียงใหม่ว่าเป็นเชื้อสายเจ้าเจ็ดตนเหมือนกัน ดังนั้นทั้งสองเมืองจึงมีความเป็นมิตรไมตรีต่อกันอย่างแน่นแฟ้น และท่านก็กล่าวว่าท่านก็เกิดที่เมืองลำปางด้วย ดังคร่าวที่ว่า
“จักไขปัน บ่บังขดคู้ บ่จุล่ายเหล้น คำโยง
ฟังถี่เทอะ หมู่ชุมประสงค์ จักไขตำบล หื้อรู้ถี่แจ้ง
วรวันโต ม่อนจักสร้างแสร้ง ตามลายแซง ถี่ซั้น
ตมัตถัง ยังเหตุอันนั้น คือเหตุอั้น คำวอน
จักเล่าเค้า แห่งอธิกรณ์ ปอนใจความ แค้มครักบอกให้
เมืองละคร ถ้านไกลบ่ใกล้ หนอาคไนย์ ฝ่ายทิศ
บ่ใช่รัฏฐา เมืองปัจจามิตร เป็นเมืองเค้าเหง้า เจ็ดองค์
จักบอกไว้ บ่ให้ใหลหลง พระมาดล คัพภะตั้งหั้น
ดังตนตัว แห่งข้านี้อั้น อยู่เมืองละคร ที่นั้น…”

บทต่อมาท่านได้กล่าวถึงสาเหตุที่โยกย้ายจากนครลำปางมาสู่นครเชียงใหม่ เพราะพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ( พระเจ้าชีวิต ) และเจ้าแม่ทิพพเกสรมีราชสาส์นไปถึงราชสำนักของเจ้าพรหมาภิพงษ์ธาดา เพื่อขอตัวท่านมาอยู่เชียงใหม่ถึงหลายครั้งหลายคราดังนี้
“ ได้ยกย่างย้าย จากเวียงเจียรจร แรกเดิมออน ภูธรเจื่องเหง้า
วรเชษฐา ธิราชะเจ้า ตนทรงเงา เดชฤทธิ์
องค์สมเด็จ พระเจ้าชีวิต กระสัตรเจื่องเหง้า เวียงพิง
มีความใฝ่มัก มโนอาสิง จอมองค์ญิง ที่พิงเพื่อนข้าง
ทิพพเกสร แม่เจ้ายศกว้าง มีสำเนาวาง สำนัก
พรหมภิพงษ์ เจ้าองครักษ์ อันเป็นปิ่นเกล้า บวร
มีความใฝ่มัก บอกในอักษร จอมภูธร ละครทราบแจ้ง
องค์นัตตา หากทำสร้างแสร้ง แปงไปเทิง สำนัก
องค์ปิตุลา ก็แจ้งแค้มครัก ทุกเยื่องอั้น คำเคริง
หลายเทื่อใช้ ไปรอดไปเถิง ซ้ำสั่งคำเคริง ม่อนไท้ข้าเถ้า
หลายครั้งหลายหน บ่ได้มาเฝ้า ท่านสั่งคำไป บ่ยั้ง
บ่จดจำ อ่านได้คราวครั้ง คำสั่งเจ้า เทวี …”

เมื่อเจ้าผู้ครองนครลำปางผู้มีศักดิ์เป็นน้าได้ทราบ พร้อมทั้งเจ้าอุปราชหอหน้า ก็ไม่หวงห้าม ซึ่งท่านได้บรรยายไว้ว่า
“ ฟังถี่เทอะ บุรุษอิตถี ฝูงชุมมี ประสงค์ใคร่แจ้ง
จักไขปัน รำพันสร้างแสร้ง เหมือนแสงภาณู ส่องฟ้า
เจ้าหลวงละคร เจ้าองค์เป็นน้า ทังฝ่ายหน้า ภาดา

ได้ยินวาทะ วรกถา วัจนา ขอตัวแห่งข้า
องค์เจ้าหลวง และเจ้าวังหน้า บ่จินดา ห่วงไว้
ทิพพเกสร เจ้ามอนดอกไม้ การใคร่ได้ เอาเมือ
เราพระน้า บ่ต้านเกินเหลือ บ่ถอนรากเครือ ทอดซัดทุมใต้
ช้างเป็นตัว งัวควายปันได้ ตามดวงทัย ใฝ่มัก…”

เมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าผู้ครองนคร และเจ้าวังหน้าแล้วท่านก็เข้าทูลลามาเชียงใหม่ เมื่อมาถึงก็เข้าในวังซึ่งองค์เจ้าหลวงเชียงใหม่ได้ยิ้มทักแล้วจึงถามเรื่องราวต่าง ๆ ดังนี้

“ เถ้าหมอลม คือพรหมทัต ก็เข้ากราบไหว้ ทูลลา
มาสู่ท้อง เวียงพิงติงสา ตามบัญชา รับสั่งองค์เจ้า
คันมารอดเถิง ก็เข้าไปเฝ้า ที่ในวัง สำนัก
พระปิ่นเมือง ชำเลือง ยิ้มทัก ถามไถ่ถ้องไปมา
เจ้านายพี่น้อง ละครรัฐฐา ทังประชา ไพร่ฟ้าข้าเจ้า
เยื่องโรคา บ่มาแฝงเฝ้า ยังอยู่ดีคา พี่นัอง…”

ขณะนั้นแม่เจ้าทิพพเกสรได้ตรัสถึงมูลเหตุที่ขอตัวพระยาพรหม ก็เพื่อต้องการจะให้แต่งคร่าวพระอภัยมณี ว่าท่านพิจารณาแล้วก็ไม่เห็นผู้ใดจะมีความสามารถเท่าพระยาพรหมเลย คร่าวกล่าวไว้ดังนี้
“ทิพพเกสร พระองค์แม่เจ้า จาคำนวล ม่วนเพราะ
ว่านายตรองตรึก ระนึกพิเคราะห์ คนที่ห้อง พิงไชย
คิดดูไคว่แล้ว บ่เล็งหันไผ จักแปงคำใย ฝ่ายใดอื่นได้
จักบังคับจำ ยกคำเรื่องใต้ หื้อเป็นคำใย ระยะ
โขงเมืองพิง แห่งห้องนพพะ หายากผู้ จักทำ
จักบังคับ บัญชาขับจำ หื้อตกแต่งทำ หันท่าบ่ได้
ผู้รู้จัก หนังสือไทยใต้ ก็ถมชุมไป ป่าละ
คุรุลหุ รัสสะฑีฆะ บ่รู้ต่ำตื้น หนักเบา
จักหื้อยกค้อน ขูดเกลี้ยงปัดเหลา ยังกลอนสำเนา เอาแท้บ่ได้
จักหื้อแปง เรื่องราวคร่าวใต้ หื้อเป็นคำเรา เล่าไว้…”

จากคร่าวที่ยกมาทั้งหมดคงเห็นได้ชัดแล้วว่า หลังจากที่พระยาพรหมกลับจากลับแลงแล้วก็ได้ไปอยู่เมืองลำปางก่อน ซึ่งขณะนั้นเจ้าหลวงวรญาณรังษีซึ่งคาดโทษท่านไว้ก็ถึงแก่พิราลัยแล้ว และอีกประการหนึ่งเวลาก็ได้ผ่านมาพอสมควร เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเจ้าผู้ครองนครองค์ใหม่คือเจ้าพรหมาภิพงษ์ธาดาก็คงไม่ติดใจเอาความอะไร และโปรดชุบเลี้ยงท่านให้รับราชการในราชสำนักลำปางต่อ จนกระทั่งพระเจ้าอินทวิชยานนท์ได้มีราชสาส์นไปขอตัวท่านดังยกตัวอย่างคร่าวไปแล้วข้างต้น
ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับประวัติของพระยาพรหมโวหารนี้ คงจะเป็นการขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติและผลงานพระยาพรหมให้กว้างขึ้นไม่มากก็น้อย เพื่อร่วมฉลอง ๒๐๐ปีพระยาพรหมโวหารที่มาครบรอบในปี พ.ศ. 2545 ที่ผ่านมา
บรรณานุกรม

หนังสือ
เจ้าหลวงเชียงใหม่ .กรุงเทพฯ : บริษัทอมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง, ๒๕๓๙ .
ประชากิจกรจักร, พระยา. พงศาวดารโยนก.พระนคร : แพร่พิทยา,๒๕๑๕.
ปราณี ศิริชร ณ พัทลุง.เพชรลานนา.เชียงใหม่: สุริวงศ์การพิมพ์ , ๒๕๐๖ .
มณี พยอมยงค์.ประวัติวรรณคดีลานนาไทย.เชียงใหม่: มูลนิธิศาสตราจารย์ดร. หม่อมหลวงตุ้ย ชุมสาย, ๒๕๑๓ .
——————–.ตำราเรียนหนังสือลานนาไทย. .เชียงใหม่: ฉบับพิมพ์โรเนียว ,๒๕๒๖.
อุดม รุ่งเรืองศรี, ศ. ดร. คร่าวสี่บท ฉบับสอบทานและคำจ่มพระยาพรหมโวหาร.เชียงใหม่: มิ่งเมือง,๒๕๔๔ .

เอกสารโบราณ
พรหมโวหาร,พระยา. พับสา.อักษรธรรมล้านนา.ภาษาล้านนา.หมึกดำ.พ.ศ.2427.

เครดิต 

  • http://www.ketalanna.com/images/lannacorner/story/substory/story1.htm
  • รูปภาพจาก www.chiangmainews.co.th

เรื่องที่เกี่ยวข้อง 

  • คำคม ใน ค่าวพญาพรหม
    ค่าวพญาพรหมโวหาร
    ค่าว4บท
    ค่าวช้างขึด

Leave a Reply