เจิงมวยล้านนา

เจิงมวยล้านนา

“เจิง” มวยโบราณแห่งล้านนา

 

เจิงมวยล้านนา

สื่อการสอนเพื่อการสืบสานภูมิปัญญาล้านนา ฟ้อนเจิงขั้นพื้นฐาน (ตอนที่ 1)

 

รู้จักเจิง

การฟ้อนเชิง นั้นคือการนำท่าทางลวดลายในการต่อสู้มาประกอบเข้ากับจังหวะ กลอง
นัยว่าเป็นแบบฝึกหัดให้ผู้ที่เรียนเชิงได้จดจำและฝึกฝนให้คล่องแคล่วผู้ที่จะเรียนต้องผ่านขั้นตอนการทดสอบจากครูผู้สอนเสียก่อนจึงจะเรียนเชิง กับครูนั้นๆได้
เช่น ให้นำไก่มาคนละตัว แล้วเอามีดเชือดคอไก่ หากไก่ของใครตายในวงกลมที่ขีดไว้ก็จะได้เรียน
แต่หากไก่ของใครไปตายนอกเส้นที่ขีดไว้ ครูก็จะไม่สอนให้เพราะถือว่าผีครูไม่อนุญาต
หรือครูบางคนอาจจะมอบดาบให้คนละเล่มแล้วพาเดินฝ่าดงหญ้า
ครูก็จะคอยสังเกตดูอุปนิสัยของแต่ละคน แล้วนำมาพิจารณาว่าควรจะสอนวิชาให้หรือไม่ผู้สมัครเรียนจะต้องลากทางมะพร้าวขึ้น-ลงดอย เพื่อพิสูจน์ความอดทน)

ดาบล้านนา 10 เชิงมวยล้านนา

ก่อนจะเรียนเชิง จะต้องทำพิธีตั้งขันครูโดยมีเครื่องประกอบในขันครูแตกต่างกันไปในแต่ละครู
เมื่อตั้งขันครูแล้วจึงเริ่มเรียนได้ การเริ่มต้นเรียนเชิงนั้นมักจะเริ่มโดยการฝึกย่ำขุมซึ่งมีตั้งแต่ขุม ๓
ไปจนถึงขุม ๓๒ การ ฝึกย่ำขุมก็คือการฝึกแผนผังการเดินเท้าให้คล่องแคล่ว
สามารถใช้งานในการต่อสู้ป้องกันตัวทั้งรุกและรับได้อย่างฉับไว จากนั้นจึงจะสอนลีลาของมือให้้
แม่ท่าการฟ้อนหรือที่เรียกว่าแม่ลายฟ้อนนั้น สามารถแบ่งออกได้ ๒ ประเภท คือ

๑. ชื่อแม่ลายฟ้อนแต่ละท่า ไม่เกี่ยวเนื่องกัน สามารถนำแม่ลายใดมาฟ้อนก่อนหลังก็ได้
แม่ลายฟ้อนกลุ่มนี้เช่น บิดบัวบาน เกี้ยวเกล้า ล้วงใต้เท้ายกแหลก มัดแกบก้องลงวาง เสือลากหางเหล้นรอก เป็นต้น

๒. แม่ลายฟ้อนที่บันทึกไว้เป็นท่าต่อเนื่องกันไป เช่น สางฟ้อน หยุด ลางซ้าย ยกตีนซ้ายเข้าจิ ….
เป็นต้น เมื่อ เรียนการฟ้อนเชิงมือเปล่าได้คล่องแคล่วแล้ว พ่อครูที่สอนก็อาจจะสอนเชิงอื่นๆ
ต่อไป เช่น เชิงดาบ เชิงไม้ค้อน เชิงหอก เมื่อเห็นว่าศิษย์เรียนรู้วิชาจนใช้งานได้แล้ว ก็จะสอนแม่ป็อดให้
โดยครูจะพิจารณาดูว่าศิษย์คนใดมีอุปนิสัยเช่นไรก็จะสอนแม่ป็อดให้ต่างกันไป โดยถือคติว่าจะไม่ถ่ายทอดให้ศิษย์จนหมด

เมื่อศิษย์ร่ำเรียนจนจบแล้ว ก็จะทำพิธีปลดขันครู โดยครูจะแบ่งขันครูให้ลูกศิษย์แต่ละคนไปดูแล
เมื่อถึงปีใหม่หรือช่วงสงกรานต์ของทุกปี ก็จะจัดขันครูใหม่ทั้งหมดเพื่อทำพิธีไหว้ครูและเลี้ยงผีครู

การฟ้อนเชิงที่เห็นกันในปัจจุบันตามงานวัฒนธรรมต่างๆนั้น   เป็นการแสดงที่สืบทอดมาจากศิลปะการต่อสู้ของล้านนานั่นเอง
แต่ผู้แสดงได้เพิ่มลีลาการฟ้อนให้อ่อนช้อยมากขึ้น จนหลายคนมองไม่ออกว่าเป็นศิลปะการต่อสู้ได้อย่างไร?

ปัจจุบัน การฟ้อนเชิงจะฟ้อนเข้ากับวงกลองต่างๆ เช่น วงกลองปู่เจ่ วงกลองมองเซิง วงกลองสะบัดชัย หรือกลองปูจา เป็นต้น
เพราะกลองเหล่านี้มักจะให้จังหวะที่คึกคักเร้าใจ เหมาะแก่การแสดงออกซึ่งความแข็งแกร่ง และพละกำลังของชายหนุ่ม

แต่ผู้ฟ้อนบางคนก็นิยมฟ้อนเชิงเข้ากับวงดนตรีสะล้อซึง โดยเลือกเพลงที่มีจังหวะช้า-เร็วในตัว เช่น มอญห้าเก๊า มวย เป็นต้น
เครื่อง แต่งกายของการฟ้อนเชิงนั้น โดยมากผู้ฟ้อนที่ฟ้อนตามงานวัฒนธรรมต่างๆ มักจะสวมกางเกงสะดอ เสื้อผ้าฝ้าย
ในธุรกิจขันโตกบางแห่ง ที่มีนโยบายจะอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมล้านนาแบบดั้งเดิม ผู้ฟ้อนจะสวมชุดกุยเฮง หรือหม้อห้อม
แต่ในธุรกิจขันโตกทั่วไป หรืองานแสดงที่จัดต้อนรับกลุ่มนักท่องเที่ยว มักจะให้แต่งกายเป็นชุดนักรบโบราณ คือ
สวมเสื้อยันต์ เค็ดหม้าม เขียนลายสักที่ต้นขา ต้นแขน โพกผ้า เป็นต้น เพื่อสร้างความรู้สึกให้ดูฮึกเหิมสมจริง

การฟ้อนเจิง

ฟ้อนเจิง เป็นการร่ายรำตามกระบวนท่าตามแบบแผนที่แสดงออกถึงศิลปะในการต่อสู้ของชาย ซึ่งท่ารำนั้นมีทั้งท่าหลักและท่าที่ผู้รำแต่ละคน
ในระยะแรก ฟ้อนเจิง หมายรวมเอาทั้งการฟ้อนประกอบอาวุธและไม่มีอาวุธโดยเรียกลักษณะการฟ้อนตามนั้นคือ

  • ใช้ไม้ค้อน หรือไม้พลองประกอบการรำ เรียกว่า ฟ้อนเจิงไมค้อน
  • ใช้หอกประกอบการร่ายรำ เรียกว่า ฟ้อนเจิงหอก
  • ใช้ดาบประกอบการร่ายรำ เรียกว่า ฟ้อนเจิงดาบ
  • ใช้ลา คือ ดาบวงพระจันทร์ประกอบการร่ายรำ เรียกว่า ฟ้อนเจิงลา
  • ร่ายรำด้วยมือเปล่า เรียกว่า ฟ้อนเจิงมือ

ต่อมา คำว่าเจิง ในการฟ้อนประกอบอาวุธต่าง ๆ ได้กร่อนหายไป และเรียกการฟ้อนเจิงประกอบอาวุธต่าง ๆ ตามชื่อของอาวุธ
เช่น ฟ้อนไม้ค้อน ฟ้อนหอก ฟ้อนดาบ ฟ้อนลา และเรียกการร่ายรำในลีลาการต่อสู้ด้วยมือเปล่านี้ว่า ฟ้อนเจิง

การฟ้อนเจิงประกอบอาวุธบางประเภทนั้น ในระยะหลังไม่ค่อยได้รับความนิยม เช่น ฟ้อนเจิงไม้ค้อน และฟ้อนเจิงหอก แต่อาจพบอยู่บ้างในการพิธีฟ้อนผี ส่วนการฟ้อนเจิงลานั้นไม่ปรากฏว่ามีการฟ้อนให้เห็น ส่วนการฟ้อนเจิงดาบนั้นได้รับความนิยมมากทั้งในการแสดงประกอบการตีกลองอย่างในขบวนแห่ครัวทานเข้าวัด และเป็นที่นิยมมากในการแสดงเชิงศิลปวัฒนธรรมบนเวที สำหรับการฟ้อนเจิงมือ หรือฟ้อนเจิงนั้น จะมีลูกเล่นได้มากกว่าการฟ้อนประกอบอาวุธเพราะคล่องตัวมากกว่าที่จะต้องแสดงการรำอาวุธควบคู่กับการฟ้อน

  ๒. ท่าฟ้อน (ลายเจิง) 

หากจะกล่าวถึงชั้นเชิงในการใช้หอกโบราณของล้านนาก็มีชื่อแม่ท่าที่มักจะ ปรากฏในคัมภีร์ใบลานล้านนาเรื่องมหาเวสสันดรชาดก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอยู่ในกันฑ์มหาราช ฉบับ (สำนวน) ต่าง ๆ เช่น ในกัณฑ์มหาราช กัณฑ์ที่ ๑๑ ฉบับไผ่แจ้เรียวแดงได้พรรณนาชื่อท่ารำหรือแม่ท่าไว้ดังนี้

เปนโคมคลองหมากเต้า สามสุมเส้าคระชินชิดช่อง
นางเหยี้ยมปล่องลงแทง แม่ปราบฟองแรงรีบร้อน
พอฟ้อนเฟื่องสว่างสงวน เกล้ากลางพลสักสวาด
ชาวแม่มาดสมแสน ตาแหลวแมนเชิงถี่
ช้องนางควี่ขะแจขำ พวกพลจำช้างม้า
ขุนใหม่หม้าเช็กคาย ขุนแสนสายเชื้อฟ้า
ขุนใหม่หม้าด่วนเสด็จ อาสาการพระบรพิตรเข้มข้น
ท่านหื้อรางวัลเมียนาง กินเมืองขวางเขี่ยงฟ้ง
ศักดิ์ใหม่หม้าปรากฏ เมื่อนั้นแลนา…”

ชื่อแม่ท่าดังกล่าวทำให้เราได้ทราบถึงความสำคัญของอาวุธชนิดนี้จากความหลากหลายของกระบวนยุทธที่ปรากฏ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า เราไม่สามารถชมภาพท่าทางนั้นได้ เพราะการใช้หอกได้หมดสมัยไป อย่างไรก็ตามยังมีผู้สืบทอดไว้ได้บ้าง เช่น พ่อครูมานพ ญาระณะ (พัน) ปัจจุบันท่านยังถ่ายทอดให้ศิษย์เป็นปกติ แต่ออกมาในรูปแบบของการฟ้อนเป็นหลัก

การฟ้อนหอกของพ่อครูมานพ มีทั้งการใช้หอกเล่มเดียวและหอกคู่ซึ่งมีท่าฟ้อนดังนี้
๑. สางหลวง ๒. ปรมะ
๓. หลดศอกข้ามหอก ๔. คีมไฮ
๕. ช้างงาหลั่ง ๖. สนส้นสนปลาย
๗. หมอกมุงเมือง
เมื่อการฟ้อนหอกอยู่ในรูปแบบของการแสดง จึงมักมีการกำหนดรูปแบบของการแต่งการและจังหวะดนตรีให้เหมาะสมกับการแสดงด้วย

 ๓. บรมครูเจิง ผู้มีชื่อเสียง 

เป็นสล่าเจิง(เชิง) ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในล้านนา พ่อครูปวน คำมาแดง เป็นปู่ครูที่ถ่ายทอดเจิงที่มีลีลางดงาม
และดุดันให้กับลูกศิษย์หลายต่อหลายคน ซึ่งล้วนแต่เป็นครูเจิงที่สร้างลูกศิษย์มากมายนับไม่ถ้วน
ตลอดชีวิตของพ่อครูปวนไม่เคยต่อสู้แพ้ใครเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่เมื่อปีพ.ศ.2500 เมื่ออายุได้ 80 ปี ท่านได้ขึ้นชกมวยในงานวัด คู่ต่อสู้เป็นหนุ่มฉกรรจ์อายุประมาณยี่สิบปีเศษ การชกในครั้งนั้นพ่อครูปวนเป็นฝ่ายแพ้ จึงทำให้ท่านตรอมใจตาย ซึ่งเป็นการแพ้ครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตของพ่อครูเจิงท่านนี้ชีวิตในวัยเยาว์ หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่  ๔   จากโรงเรียนวัดศรีดอนไชย อำเภอเมืองเชียงใหม่ แล้วก็ได้ช่วยพ่อแม่ประกอบอาชีพค้าขาย ขณะ เดียวกันก็หาเวลาว่างศึกษาศิลปะการต่อสู้ ศิลปการแสดง ดนตรีตลอดจนการศิลปะการตีกลองล้านนาชนิดต่าง ๆ จากครูผู้เชี่ยวชาญ จนมีฝีมือเป็นที่ลือเลื่อง
ความเจนจัดในเชิงศิลป์ จะมีประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร หากมิได้ถ่ายทอด ไปสู่วงกว้าง ด้วยความคิดนี้กระมัง ตาพันจึงมุ่งมั่นทำการสอนคนรุ่นใหม่ จากรุ่นสู่รุ่น รุ่นแล้วรุ่นเล่า ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะการชกมวย การฟ้อนเจิง ฟ้อนเจิงสาวไหม ฟ้อนหอก ฟ้อนผางประทีป
ตลอดจนศิลปะการตีกลองปู๋จา กลองสะบัดชัยแบบโบราณ กลองมองเซิง กลองปูเจ่ หรือศิลปะการแสดงอื่น ๆ อีกมากมาย
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาร่วม  ๕๐  ปี โดยไม่เคยเอ่ยปากขอรับค่าตอบแทนแต่ประการใด

 

ฟ้อน “เจิง” ศิลปะการต่อสู้ล้านนา

ฟ้อนเจิง    เป็นนาฏกรรมที่สะท้อนรูปแบบศิลปวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยทางภาค เหนือที่นำเอาเรื่องราวของศิลปะป้องกันตัว  ซึ่งเมื่อครั้งอดีต ผู้ชายชาวล้านนามักจะมีการแสวงหาเรียนรู้ “เจิง” เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการป้องกันภัยให้กับตัวเอง  ด้วยรูปแบบและลีลาท่าทางในการแสดงออกที่มีทั้งความเข้มแข็ง สง่างาม ที่ซ่อนเร้นชั้นเชิงอันเป็นแม่ไม้เฉพาะตน  ซึ่งสลับท่าทาง ไปมา  ยากในการที่จะทำความเข้าใจ ฟ้อนเจิงเป็นศิลปะการฟ้อนที่แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิง ลีลาการต่อสู้ อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนไทย มีการต่อสู้ทั้งรุกและรับ  หลอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ประลองไหวพริบปฏิภาณกัน  เอาชนะกันอย่างมีชั้นเชิง  ให้เกียรติซึ่งกันและกัน  ไม่ข่มเหงเอาเปรียบกัน ฟ้อนเจิง  แบ่งออกได้เป็น  ๒  ประเภทใหญ่ๆ (สนั่น  ธรรมธิ, ๒๕๓๗) คือ    ฟ้อนเจิงมือเปล่า    ฟ้อนเจิงที่ใช้อาวุธ เช่น เจิงหอก เจิงดาบ เจิงไม้ค้อน เป็นต้น
ทีนี้ก็จะเข้าสู่ความหมายของคำว่า “เจิง” ซึ่งก็มีความหมายคือ ชั้นเชิงในการต่อสู้นั่นเอง เพราะการออกเสียงของชาวล้านนานั้น ตัว “ช” จะออกเสียงเป็น “จ” เช่น ช้าง เป็น จ๊าง , ชัก เป็น จั๊ก และก็ เชิง ก็เป็น “เจิง” นั่นเอง เจิง หรือ ชั้นเชิงในการต่อสู้ของชาวล้านนานั้น ก็มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งจะเรียกชื่อตามอาวุธที่ใช้ เจิงมือเปล่า เจิงหอก เจิงดาบ เจิงง้าว เจิงไม้ค้อนสองหัว

การเรียนเจิงนั้น อ.สนั่น  ธรรมธิ ได้กล่าวไว้ว่า ผู้เรียนต้องหามื้อจั๋นวันดี เป็นวันอุดมฤกษ์ ไปขอเรียนกับครูที่มีความสามารถ โดยต้องมีการขึ้นขันตั้งหรือ การจัดเครื่องคารวะ คือกรวยดอกไม้ธูปเทียน พลู หมาก ข้าวเปลือก ข้าวสาร สุรา  ผ้าขาว ผ้าแดง กล้วย อ้อย มะพร้าว และค่าครูตามกำหนด ครูบางท่านอาจเสี่ยงทายโดยให้ผู้จะสมัครเป็นศิษย์นำไก่ไปคนละตัว ครูเจิงคือผู้สอนฟ้อนเจิงจะขีดวงกลมที่ลานบ้านแล้วเชือดคอไก่ และโยนลงในวงนั้น หากไก่ของผู้ใดดิ้นออกไปตายนอกเขตวงกลม ก็คือว่าผีครูไม่อนุญาตให้เรียน หรือครูบางท่านก็อาจมอบมีดคมๆให้ผู้ที่จะมาเรียนคนละเล่ม แล้วพาไปในป่า รกชัฏ เพื่อดูอุปนิสัยของแต่ละคนว่ามีความอดทนมากน้อยแค่ไหน เหมาะที่จะสอนหรือไม่ เป็นต้น

แต่เดิมเราสามารถพบเห็นการฟ้อนเจิงในงานประเพณีต่างๆ ของภาคเหนือ ซึ่งบรรดาผู้ฟ้อน (ชาย) ได้เดินทางมาพบปะกันในงานทำบุญ  ก็จะฟ้อนกันตามจังหวะกลองที่มีอยู่  หรือสามารถหาได้ในพื้นที่ เช่น กลองแซะ กลองปู่เจ่  กลองไชยมงคล  กลองสิ้งหม้อง  กลองก้นยาว  เป็นต้น พ่อครูคำ  กาไวย์ บอกกับผู้เขียน (สัมภาษณ์ ๑๑ ตค ๕๒) ว่า  “ฟ้อนเจิง” มักจะฟ้อนในงาน “บวชลูกแก้ว” (บวชเณรน้อย) เป็นส่วนใหญ่ เพราะงานบวชลูกแก้ว มีแต่คนคุ้นเคยรู้จักกัน ชวนกันฟ้อนเจิงด้วยความสนุกสนาน (ฟ้อนเอาม่วน!)  รับรองไม่มีเรื่องหมางใจกัน เพราะเป็นญาติๆ ของลูกแก้ว (เณรน้อย) ทั้งนั้น  แต่งานอื่นๆ เช่น งานปอยหลวง  ฯลฯ ไม่ฟ้อนเจิงกัน เพราะต่างคนต่างมาจากหลายหมู่บ้าน ไม่รู้จักคุ้นเคยกัน ถ้าสะกิดกันออกมาฟ้อนเจิง คงจะต้องมีการชกกันหัวร้างข้างแตกกันบ้าง เพราะ “อวดเชิงกัน” หรือ “ข่มเชิงกัน”  น่าหมั่นไส้  ดังนั้น ฟ้อนเจิง  จึงมักฟ้อนในหมู่คนสนิทๆ และรู้จักกันเท่านั้น      การฟ้อนเจิงมือเปล่า        ผู้ฟ้อนจะเคลื่อนไหว ยกย้าย อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ไปตามท่วงทำนองเพลงของกลอง  โดยแม่ท่าและลวดลายต่างๆ มาจากศิลปะการต่อสู้ เจิงดาบ เจิงหอก ฯลฯ ท่าร่ายรำจะถ่ายทอดกันมาจากบรรพบุรุษและครูผู้สอนที่แตกต่างกันไป แล้วแต่ความคิดและประสบการณ์ของครูแต่ละสำนัก

 

วิดีโอที่น่าสนใจ

เจิง ศิลปะการต่อสู้ล้านนา สาธิต 1

เชิงมวยแม่แจ่ม

ฟ้อนเจิงฟ้อนดาบ สาธิตวิถีล้านนา

เจิงมวยล้านนา

“เจิงดาบลานนา”… งาน Thai Fight

ฟ้อนเจิง สะล้อซอซึง

เจิงล้านนา….เจิงวอก( เชิงลิง )

เครดิต

https://board.postjung.com/566378

http://pantakarn99.blogspot.com/2016/07/blog-post_23.html

 

Leave a Reply